วันพุธที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2557

การจูงใจให้ผู้ต้องหาเพื่อให้การ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่  ๙๒๔/๒๕๔๔
ป.วิ.อ. มาตรา ๑๓๕
       โจทก์มีพนักงานสอบสวนเป็นพยานเบิกความประกอบกันว่า ภายหลังเกิดเหตุ พยานทั้งสองติดตามไปสอบปากคำจำเลยซึ่งได้รับบาดเจ็บเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาล จำเลยรับต่อพยานทั้งสองว่าจำเลยเป็นผู้ขับรถยนต์กระบะคันเกิดเหตุ จำเลยต่อสู้ว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยเมาสุราหลับอยู่ในรถยนต์กระบะคันดังกล่าว ซึ่งมีนายวาทิตย์ เป็นผู้ขับ
       พยานโจทก์ทั้งสองปากต่างเป็นเจ้าพนักงานผู้ปฏิบัติการตามหน้าที่ และไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน ทั้งสอบปากคำจำเลยในช่วงกระชั้นชิดต่อเนื่องกับเหตุการณ์จนจำเลยไม่มีเวลาเสริมแต่งข้อเท็จจริงได้ทันท่วงที จึงมีเหตุอันควรเชื่อดังที่พยานโจทก์ดังกล่าวเบิกความโดยไม่ระแวงสงสัยว่าเป็นการปรักปรำจำเลย ที่จำเลยต่อสู้โดยอ้างว่าจำเลยมิได้เป็นผู้ขับรถยนต์กระบะคันเกิดเหตุ น่าจะเป็นเพราะต้องการให้ตนเองพ้นผิด ซึ่งฟังหักล้างคำพยานโจทก์ดังกล่าวไม่ได้
       ส่วนที่ร้อยตำรวจเอก ว. แจ้งแก่จำเลยที่โรงพยาบาลว่านายวาทิตย์ยังไม่ตาย ซึ่งผิดไปจากความจริงนั้น ไม่ถือเป็นการล่อลวงเพื่อจูงใจให้จำเลยรับว่า จำเลยเป็นผู้ขับรถยนต์กระบะคันเกิดเหตุ อันจะมีผลให้ไม่อาจฟังตามคำรับของจำเลยได้ดังจำเลยฎีกา หากแต่เป็นการดำเนินการที่พนักงานสอบสวนได้ทำไปเพื่อทราบข้อเท็จจริงตามอำนาจของกฎหมาย จึงฟังได้ว่า จำเลยเป็นผู้ขับรถยนต์กระบะคันเกิดเหตุ จำเลยรับว่าขณะเกิดเหตุจำเลยมีอาการเมาสุรา ประกอบกับทั้งพยานบุคคลและพยานเอกสารของโจทก์สอดคล้องต้องกันมีเหตุผลและน้ำหนักรับฟังได้ กรณีเชื่อได้ว่าจำเลยขับรถในขณะมึนเมา ล้ำเส้นแบ่งกึ่งกลางถนนเข้าไปในทางเดินรถสวน โดยปราศจากความระมัดระวัง ซึ่งบุคคลเช่นนั้นจักต้องมีตามวิสัยและพฤติการณ์ และจำเลยอาจใช้ความระมัดระวังเช่นว่านั้นได้ แต่หาได้ใช้ให้เพียงพอไม่ อันเป็นเหตุให้รถทั้งสองคันชนกัน
       การที่จำเลยนำสืบต่อสู้ว่ามิได้กระทำโดยประมาทโดยไม่มีพยานหลักฐานอื่นสนับสนุน ย่อมไม่พอฟังหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ จึงวินิจฉัยว่าเหตุเกิดเพราะจำเลยประมาท

การสอบสวนปากคำพยานพร้อมกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๙๓๗๘/๒๕๓๙
ป.อ. มาตรา ๘๐, ๒๘๘
ป.วิ.อ. มาตรา ๑๓๑, ๑๓๔, ๑๓๕, ๑๙๕ วรรคสอง
        ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา การสอบสวนคดีอาญาเป็นอำนาจหน้าที่ของพนักงานสอบสวน ที่จะดำเนินการตามที่เห็นสมควรภายในขอบเขตบทบัญญัติแห่งกฎหมาย ในการสอบสวนคดีนี้ไม่ปรากฏว่าพนักงานสอบสวนได้กระทำผิดกฎหมายหรือผิดหน้าที่อย่างใด ทั้งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาก็มิได้บัญญัติห้ามมิให้บุคคลอื่นหรือพยานปากอื่นเข้าฟังการสอบสวน ดังนั้น การที่พนักงานสอบสวนปากคำพยานโจทก์ทั้งห้าปากพร้อมกัน และพันตำรวจโท อ. พยานโจทก์ปากหนึ่งตรวจดูบันทึกคำให้การพยานโจทก์ชั้นสอบสวนทุกปาก พร้อมทั้งนั่งฟังการสอบสวนด้วย จึงหาทำให้การสอบสวนเสียไปไม่
      โทษฐานฆ่าผู้อื่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๘ กำหนดโทษไว้เป็น ๓ ประการ คือ โทษประหารชีวิต จำคุกตลอดชีวิต และจำคุกตั้งแต่สิบห้าปีถึงยี่สิบปี โดยให้ศาลเลือกพิจารณาลงโทษตามความเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดี ในคดีนี้เป็นการพยายามกระทำความผิด ต้องระวางโทษสองในสามส่วนของโทษที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดฐานฆ่าผู้อื่น ที่กำหนดไว้ดังกล่าวข้างต้น ซึ่งศาลชั้นต้นได้พิจารณาเลือกกำหนดโทษที่จะลงแก่จำเลย คือ โทษตั้งแต่สิบห้าปีถึงยี่สิบปี ฉะนั้น โทษสูงสุดของอัตราโทษสองในสามส่วนของโทษที่กฎหมายกำหนดไว้ ๒๐ ปี ดังกล่าวที่สามารถจะลงโทษในข้อหาฐานพยายามได้ในกรณีนี้ คือ ๑๓ ปี ๔ เดือน การที่ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกจำเลยข้อหาฐานพยายามฆ่า ๑๕ ปี และศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จึงเป็นการลงโทษเกินสองในสามส่วนของโทษตามที่กฎหมายกำหนดไว้ สมควรแก้ไขโทษเสียให้เป็นการถูกต้อง

วันเสาร์ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2557

การรับฟัง คำรับสารภาพชั้นจับกุม

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๒๒๑๕/๒๕๔๘
ป.วิ.อ. มาตรา ๘๔ วรรคท้าย, ๑๓๕
พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ ๒๒) พ.ศ.๒๕๔๗ มาตรา ๒
       มาตรา ๒ แห่ง พ.ร.บ. แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ ๒๒)ฯ กำหนดให้ พ.ร.บ. ฉบับดังกล่าว มีผลใช้บังคับ ตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา คือ นับตั้งแต่วันที่ ๒๔ ธันวาคม ๒๕๔๗ เป็นต้นไป โดยไม่มีบทบัญญัติให้มีผลบังคับย้อนหลัง จึงไม่กระทบต่อกระบวนวิธีพิจารณาความอาญาที่ได้ดำเนินการเสร็จสิ้นไปแล้ว
       ดังนั้น ข้อความในมาตรา ๘๔ วรรคสุดท้าย แห่ง ป.วิ.อ. ที่แก้ไขใหม่ ที่บัญญัติว่า "ถ้อยคำใด ๆ ที่ผู้ถูกจับให้ไว้ต่อเจ้าพนักงานผู้จับ... ถ้าถ้อยคำนั้นเป็นคำรับสารภาพของผู้ถูกจับว่าตนได้กระทำความผิดห้ามมิให้รับฟังเป็นพยานหลักฐาน..." นั้น หมายถึง ถ้อยคำที่ผู้ถูกจับให้ไว้ต่อเจ้าพนักงานผู้จับภายหลังจากที่ พ.ร.บ. ฉบับนี้มีผลบังคับใช้แล้วเท่านั้น แต่คำรับสารภาพของจำเลยในชั้นจับกุมคดีนี้ จำเลยให้ถ้อยคำแก่เจ้าพนักงานผู้จับก่อนที่ พ.ร.บ. ฉบับดังกล่าวมีผลบังคับใช้ จึงไม่ต้องห้ามใช้เป็นพยานหลักฐาน
       ขณะจำเลยถูกควบคุมตัวอยู่ที่สถานีตำรวจ จำเลยได้พูดคุยถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้ญาติพี่น้องฟัง ญาติพี่น้องจำเลยจึงบอกจำเลยให้รับสารภาพ แสดงว่าจำเลยให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนโดยสมัครใจ มิได้เกิดจากการจูงใจ มีคำมั่นสัญญา ขู่เข็ญ หลอกลวงหรือโดยมิชอบประการอื่น คำให้การดังกล่าวจึงใช้เป็นพยานหลักฐานยันจำเลยในการพิจารณาได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๓๕


คำพิพากษาศาลฎีกาที่  ๙๓๑/๒๕๔๘
(ประชุมใหญ่ครั้งที่ ๑/๒๕๔๘)
ป.วิ.อ. มาตรา ๘๔, ๒๒๖
       ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา มี พ.ร.บ. แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ ๒๒) พ.ศ.๒๕๔๗ ออกใช้บังคับ มาตรา ๑๙ ของ พ.ร.บ. ดังกล่าวยกเลิกความในมาตรา ๘๔ แห่ง ป.วิ.อ. และให้ใช้ความใหม่แทน โดยวรรคสุดท้ายของมาตรา ๘๔ ที่แก้ไขใหม่ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ ๒๔ ธันวาคม ๒๕๔๗ เป็นต้นไป บัญญัติว่า "ถ้อยคำใด ๆ ที่ผู้ถูกจับให้ไว้ต่อเจ้าพนักงานผู้จับ หรือพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจในชั้นจับกุมหรือรับมอบตัวผู้ถูกจับ ถ้าถ้อยคำนั้นเป็นคำรับสารภาพของผู้ถูกจับว่าตนได้กระทำความผิดห้ามมิให้รับฟังเป็นพยานหลักฐาน แต่ถ้าถ้อยคำอื่นจะรับฟังเป็นพยานหลักฐานในการพิสูจน์ความผิดของผู้ถูกจับได้ ต่อเมื่อได้มีการแจ้งสิทธิตามวรรคหนึ่ง หรือมาตรา ๘๓ วรรคสอง แก่ผู้ถูกจับ แล้วแต่กรณี"
        แสดงให้เห็นว่า กฎหมายที่แก้ไขใหม่มุ่งประสงค์ที่จะห้ามมิให้นำคำรับสารภาพในชั้นจับกุมของผู้ถูกจับ มารับฟังเป็นพยานหลักฐานต่อเมื่อบทบัญญัติเรื่องการแจ้งสิทธิแก่ผู้ถูกจับตามมาตรา ๘๔ วรรคหนึ่ง หรือมาตรา ๘๓ วรรคสอง ที่แก้ไขใหม่มีผลใช้บังคับแล้ว หาได้มีความหมายว่าขณะที่ศาลฎีกามีคำพิพากษาคดีนี้ ซึ่งเป็นเวลาภายหลังจากที่กฎหมายที่แก้ไขใหม่มีผลใช้บังคับแล้ว ต้องห้ามมิให้นำคำรับสารภาพในชั้นจับกุมตามบันทึกการตรวจค้นและจับกุมมารับฟังประกอบการพิจารณาลงโทษจำเลยทั้งสองด้วยไม่ เพราะเป็นพยานหลักฐานที่เจ้าพนักงานผู้จับได้จัดทำขึ้นโดยชอบด้วยกฎหมายก่อนวันที่กฎหมายที่แก้ไขใหม่มีผลใช้บังคับ และโจทก์ได้ส่งอ้างเป็นพยานหลักฐานตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๒๖ โดยชอบแล้ว
         ประกอบกับกฎหมายที่แก้ไขใหม่ไม่มีบทบัญญัติให้นำมาตรา ๘๔ วรรคสุดท้าย ที่แก้ไขใหม่มาใช้บังคับ ต้องใช้หลักทั่วไปว่ากฎหมายไม่มีผลย้อนหลัง ศาลฎีกาจึงนำคำรับสารภาพในชั้นจับกุมของจำเลยทั้งสองตามบันทึกการตรวจค้นและจับกุมมารับฟังเป็นพยานหลักฐานประกอบการลงโทษได้ตามกฎหมายเดิม


คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๗๕๖๒/๒๕๓๗
ป.วิ.อ. มาตรา ๑๗๖ , ๒๒๗
        พยานหลักฐานประกอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๗๖ จะต้องไม่ใช่เป็นส่วนหนึ่งของคำรับสารภาพ การรับฟังคำรับชั้นสอบสวนซึ่งจำเลยปฏิเสธในชั้นพิจารณามาใช้ลงโทษจำเลยโจทก์ต้องมีพยานประกอบว่าจำเลยกระทำผิดจริง โดยพยานประกอบนั้น ต้องมิใช่คำของเจ้าพนักงานตำรวจผู้สอบสวนคำรับนั้น
        ส่วนบันทึกการจับกุม คำให้การชั้นสอบสวนของจำเลย บันทึกการนำชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพและภาพถ่ายประกอบการนำชี้ที่เกิดเหตุ แม้จะมีภาพจำเลยและมีข้อความระบุว่าจำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายแต่ก็เป็นส่วนหนึ่งของคำรับสารภาพของจำเลยในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนไม่ใช่พยานหลักฐานที่จะนำมารับฟังประกอบคำรับสารภาพของจำเลยในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเพื่อให้เห็นว่าจำเลยกระทำความผิด

(หมายเหตุ.- บันทึกการจับกุม ตลอดจนคำให้การชั้นสอบสวน ที่มีข้อความว่าจำเลยให้การรับสารภาพนั้นเป็นพยานบอกเล่า (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๓๘๑/๒๕๓๑) ภาพถ่ายและบันทึกการนำตัวผู้ต้องหามาชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพเป็นส่วนหนึ่งของคำรับสารภาพ ไม่ใช่พยานหลักฐานที่จะนำมาฟังประกอบคำรับสารภาพของจำเลยเพื่อให้เห็นว่าจำเลยกระทำผิด (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๒๒๕๘/๒๕๓๓) จึงเป็นพยานบอกเล่า เช่นเดียวกับคำรับสารภาพของจำเลยในบันทึกการจับกุมและคำให้การชั้นสอบสวน
         พยานบอกเล่ารับฟังได้หรือไม่เพียงใด เป็นปัญหาที่นักกฎหมายยังคงถกเถียงกันตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกาของไทยอาจแยกออกได้เป็น3 แนว คือ
          (1) พยานบอกเล่ารับฟังไม่ได้ คำให้การชั้นสอบสวนของผู้เสียหายเป็นเพียงพยานบอกเล่า ซึ่งจำเลยไม่มีโอกาสซักค้าน จึงรับฟังลงโทษจำเลยไม่ได้ (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๘๑/๒๕๓๐)
         (2) พยานบอกเล่าไม่มีกฎหมายห้ามรับฟังเด็ดขาด เป็นดุลพินิจของศาล ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๙๕ มิได้ห้ามโดยเด็ดขาดมิให้รับฟังพยานบอกเล่าเสียทีเดียว คำให้การชั้นสอบสวนของพยานที่กล่าวถึงข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น มีเหตุผลยิ่งกว่าคำให้การในชั้นศาล ศาลย่อมใช้ดุลพินิจรับฟังประกอบพยานหลักฐานอื่นได้ (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๙๙๒/๒๕๒๗)
        (3) พยานบอกเล่ามีน้ำหนักน้อย คำให้การพยานชั้นสอบสวนเป็นพยานบอกเล่าเมื่อไม่ได้ตัวผู้ให้การมาเบิกความที่ศาลเพราะตายเสียก่อนก็อาจใช้ได้ แต่มีน้ำหนักน้อย และใช้เป็นคำประกอบคำเบิกความของพยานอื่นได้ (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๖๙๒/๒๔๙๙)
        ผู้บันทึกมีความเห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๙๕ เป็นบทตัดพยานบอกเล่า กล่าวคือไม่ยอมรับฟังพยานบอกเล่าโดยหลักนี้มีปรากฏในกฎหมายไทยตั้งแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยาแล้ว (โอสถ โกสิน, คำอธิบายและเปรียบเทียบกฎหมายไทยและต่างประเทศในเรื่องกฎหมายลักษณะพยานหลักฐาน, พิมพ์ครั้งที่ ๒, ๒๕๑๗ น.๓๑๓) และไปตรงกับหลัก HEARSAY ของคอมมอนลอว์ นั่นเอง (มีนักกฎหมายบางท่านเห็นว่า มาตรา ๙๕ ไม่ใช่บทตัดพยานบอกเล่า ตามหลัก HEARSAY ของคอมมอนลอว์ (พรเพชรวิชิตชลชัย, คำอธิบายกฎหมายลักษณะพยาน, ๒๕๓๖ น.๑๒๗) แต่หลัก HEARSAY ของคอมมอนลอว์นั้น มีข้อยกเว้นมากจนข้อยกเว้นจะกลายเป็นหลักทั่วไป (โสภณรัตนากร,คำอธิบายกฎหมายลักษณะพยาน, ๒๕๓๖ น.๒๓๕, STEENEMANUEL,EIDENCE ,๑๙๙๑ P.๑๔๙)
        ต่อมา เมื่อนักกฎหมายไทยนำหลักกฎหมายอังกฤษบางเรื่องมาใช้ซึ่งรวมถึงหลักกฎหมายพยานเกี่ยวกับพยานบอกเล่า และข้อยกเว้นการรับฟังพยานบอกเล่าด้วยและโดยเฉพาะการยอมรับหลักกฎหมายในเรื่องพยานบอกเล่าและข้อยกเว้นการรับฟังพยานบอกเล่านั้นสอดคล้องกับหลักกฎหมายของไทยในเรื่องพยานบอกเล่าที่มีอยู่ก่อนแล้วตั้งแต่ครั้งสมัยกรุงศรีอยุธยา และในปัจจุบันจะเห็นได้จากบทบัญญัติ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๙๕ (๒) ซึ่งบัญญัติว่ายอมรับฟังพยานได้ผู้นั้นต้องเป็นผู้ที่ได้เห็นได้ยิน หรือทราบข้อความเกี่ยวในเรื่องที่จะให้การเป็นพยานนั้นมาด้วยตนเองโดยตรงซึ่งจะเห็นได้ว่าเป็นการห้ามรับฟังพยานบอกเล่าโดยชัดแจ้ง แต่ก็มีข้อยกเว้นตาม มาตรา ๙๕ (๒) ตอนท้าย โดยเฉพาะถ้อยคำที่ว่า "คำสั่งศาลว่าให้เป็นอย่างอื่น" ซึ่งเป็นถ้อยคำที่มีความหมายกว้างมากสามารถครอบคลุมข้อยกเว้นการรับฟังพยานบอกเล่าตามหลักคอมมอนลอว์ได้ การบัญญัติกฎหมายเช่นนี้เป็นลักษณะการบัญญัติกฎหมายของประเทศที่ใช้ระบบประมวลกฎหมาย (CIVILLAWSYSTEM)
       ผู้บันทึกยังเห็นต่อไปว่า เมื่อผ่านขั้นตอนว่าพยานบอกเล่ารับฟังได้หรือไม่แล้ว (AdmissionofEvidence) ศาลไทยยังวางหลักต่อไปในชั้นชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานอีกว่า พยานบอกเล่าที่ยอมรับฟังตามข้อยกเว้นนั้นมีน้ำหนักน้อย ต้องรับฟังประกอบพยานหลักฐานอื่นด้วยจึงจะมีน้ำหนักฟังลงโทษจำเลยได้ แนวคำพิพากษาศาลฎีกาทั้งสามแนวดังกล่าวข้างต้นจึงมิได้ขัดแย้งกัน กล่าวคือ ถ้าศาลเห็นว่ากรณีไม่เข้าข้อยกเว้นที่จะรับฟังพยานบอกเล่า (ในชั้นรับฟังพยาน) ก็จะใช้มาตรา ๙๕ ในฐานะบทตัดพยานบอกเล่า แต่ถ้าเห็นว่ากรณีเข้าข้อยกเว้นที่จะรับฟังพยานบอกเล่าได้ก็จะใช้ข้อยกเว้นตามมาตรา ๙๕ (๒) ตอนท้ายรับฟังพยานบอกเล่าดังกล่าว และถ้ากรณีเป็นพยานบอกเล่าที่รับฟังได้ ก็ยังถือว่าเป็นพยานที่มีน้ำหนักน้อย ต้องฟังประกอบพยานอื่น (ในชั้นชั่งน้ำหนักคำพยาน)
       ดังนั้น จึงสรุปได้ว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา ๙๕ ห้ามมิให้รับฟังพยานบอกเล่า เว้นแต่ จะเข้าข้อยกเว้นและแม้จะรับฟังพยานบอกเล่าได้ก็ตาม พยานดังกล่าวก็ยังมีน้ำหนักน้อย
                “สมชาย รัตนชื่อสกุล”

วันศุกร์ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

พยานหลักฐาน "รูปถ่าย"

คําพิพากษาศาลฎีกาที่ ๒๘๘๕/๒๕๕๔
ป.วิ.อ.  การนําบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.พ. มาใช้บังคับใน ป.วิ.อ. การชั่งน้ำหนักพยานหลักฐาน
ป.วิ.พ.  ภาระการพิสูจน์  (มาตรา ๘๔ (เดิม))
พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.๒๕๒๒
       คดีอาญาโจทก์เป็นผู้ฟ้อง กล่าวหาว่าจําเลยกระทําความผิด จึงมีหน้าที่นำพยานหลักฐานมาสืบให้แน่นหนารับฟังได้อย่างมั่นคง โดยปราศจากข้อสงสัยว่าจําเลยกระทำความผิดตามฟ้องจริง หากพยานหลักฐานของโจทก์ที่นําสืบ รับฟังไม่ได้ว่าจําเลยกระทําความผิดตามฟ้อง หรือมีเหตุอันควรระแวงสงสัยว่าจําเลยกระทําความผิดตามฟ้องหรือไม่แล้ว ศาลก็ต้องพิพากษายกฟ้อง ทั้งนี้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๘๔ (เดิม) ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๕ และมาตรา ๒๒๗ โดยไม่จําต้องวินิจฉัยพยานหลักฐานของจําเลยแต่อย่างใดอีก
       เมื่อเจ้าพนักงานตํารวจถ่ายรูปขณะกําลังตรวจค้นหาเมทแอมเฟตามีนที่กองขยะหลังปั๊มน้ำมัน ก็น่าจะถ่ายรูปเมทแอมเฟตามีนที่พบบนโต๊ะทํางานภายในห้องทำงานไว้ด้วย แม้จะไม่มีกฎหมายหรือระเบียบข้อบังคับให้ต้องถ่ายรูปและส่งเป็นพยานหลักฐานต่อศาล แต่เมื่อมีกล้องถ่ายรูปและถ่ายรูปไปบ้างแล้ว ก็ควรถ่ายรูปเหตุการณ์สําคัญ ๆ ไว้และส่งต่อศาลเพื่อเป็นหลักฐานพิสูจน์ความผิดและผูกมัดจําเลยทั้งสองให้แน่นหนารับฟังได้อย่างมั่นคงปราศจากข้อสงสัยใด ๆ ว่าจำเลยทั้งสองกระทำความผิดจริง การที่โจทก์ไม่ส่งภาพถ่ายการตรวจค้นพบของกลางทั้งหมดและแผนที่เกิดเหตุแสดงจุดต่าง ๆ ที่พบเมทแอมเฟตามีนของกลาง จึงเป็นการขาดพยานหลักฐานที่สําคัญเพื่อสนับสนุนคำเบิกความของประจักษ์พยานทั้งสามปากให้มีน้ำหนักน่าเชื่อถือ

วันพุธที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

คำซัดทอดของผู้กระทำผิดด้วยกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๕๕๓๔/๒๕๕๕
ป.อ. ร่วมกันฆ่าผู้อื่น (มาตรา ๒๘๘, ๘๓)
ป.วิ.อ. การรับฟังพยานบอกเล่า (มาตรา ๒๒๗  วรรคหนึ่ง)
       คําให้การของนาย ธ. แม้จะมีลักษณะเป็นคําซัดทอดในระหว่างผู้กระทำความผิดด้วยกัน แต่ขณะให้การนาย ธ. อายุไม่เกิน ๑๗ ปี ยังเป็นเยาวชนและต้องให้การต่อหน้าพนักงานสอบสวน ต่อหน้าพนักงานอัยการและนักสังคมสงเคราะห์ด้วย คําให้การมีรายละเอียดของเหตุการณ์เป็นลำดับและต่อเนื่องกันอย่างมีเหตุผล ยากที่เยาวชนอายุไม่เกิน ๑๗ ปี จะปั้นแต่งขึ้นได้  นาย ธ. ให้การต่อพนักงานสอบสวนหลังจากถูกจับในคดีอื่นเพียงวันเดียว ย่อมไม่มีโอกาสคบคิดกับผู้หนึ่งผู้ใดให้การปรักปรำหรือช่วยเหลือจําเลย น่าเชื่อว่า นาย ธ. ให้การตามเหตุการณ์ที่ตนพบเห็นตามความจริง
       คําให้การชั้นสอบสวนดังกล่าวแม้เป็นพยานบอกเล่า และเป็นคําซัดทอดของผู้ต้องหาในคดีเดียวกัน ก็ไม่มีบทบัญญัติห้ามมิให้รับฟังเสียทีเดียว ศาลฎีกาจึงนํามารับฟังประกอบการวินิจฉัยได้


คำพิพากษาศาลฎีกาที่  ๖๑๙๖/๒๕๕๔
ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๒ วรรคสอง ประกอบมาตรา ๒๑๕ และ ๒๒๕ , ๒๒๗/๑
ป.อ. มาตรา ๕๓, ๗๘, ๘๖
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.๒๕๒๒ มาตรา ๑๕ วรรคสอง (เดิม), ๖๖ วรรคสอง (เดิม)
        แม้คำเบิกความของ อ. ที่กล่าวถึงการกระทำของจำเลยจะเป็นพยานซัดทอดระหว่างผู้ร่วมกระทำความผิดด้วยกัน แต่ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๒๗/๑ หาได้ห้ามมิให้รับฟังพยานซัดทอดเลยเสียทีเดียวไม่ หากแต่ศาลพึงต้องกระทำด้วยความระมัดระวัง และไม่ควรเชื่อพยานหลักฐานดังกล่าวโดยลำพังเพื่อลงโทษจำเลย เว้นแต่จะมีเหตุผลอันหนักแน่น มีพฤติการณ์พิเศษแห่งคดีหรือมีพยานหลักฐานอื่นประกอบมาสนับสนุน
        จำเลยเป็นเพียงคนกลางติดต่อหาเมทแอมเฟตามีนมาจำหน่ายให้แก่ อ. โดยจำเลยได้รับผลประโยชน์ในส่วนการกระทำของจำเลยไปแล้ว หลังจากนั้นเมทแอมเฟตามีนย่อมตกเป็นของ อ. เพียงลำพัง โดยจำเลยมิได้เป็นเจ้าของและร่วมครอบครองเมทแอมเฟตามีนของกลางด้วย จำเลยไม่มีความผิดฐานเป็นตัวการที่ร่วมกระทำความผิดด้วยกัน
        หากแต่การที่จำเลยติดต่อหาเมทแอมเฟตามีนมาจำหน่ายให้แก่ อ. ดังกล่าว ย่อมถือได้ว่าเป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกแก่ อ. ในการมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำเลยจึงเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิด ตาม ป.อ. มาตรา ๘๖ แม้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานเป็นตัวการ แต่ข้อเท็จจริงตามทางพิจารณาฟังได้ว่า จำเลยเป็นเพียงผู้สนับสนุนการกระทำความผิด ศาลย่อมลงโทษจำเลยฐานเป็นผู้สนับสนุนได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๒ วรรคสอง ประกอบมาตรา ๒๑๕ และ ๒๒๕ เพราะข้อแตกต่างดังกล่าวมิใช่เป็นข้อสาระสำคัญและจำเลยมิได้หลงต่อสู้


คําพิพากษาศาลฎีกาที่  ๑๓๐๓๓/๒๕๕๓
ป.อ.  ลักทรัพย์  (มาตรา ๓๓๕)
ป.วิ.อ. คําซัดทอดของผู้กระทําความผิดด้วยกัน  (มาตรา ๒๒๖/๓ , ๒๒๗/๑)
       แม้นาย ก. เป็นผู้ร่วมกระทําผิดกับจําเลย คําเบิกความของนาย ก. จะเข้าลักษณะเป็นคำซัดทอดของผู้ที่ถูกกล่าวหาว่ากระทําความผิดด้วยกัน แต่คําซัดทอดดังกล่าวมิได้มาจากเหตุจูงใจที่จะเบิกความเพื่อให้ตนพ้นผิดหรือได้รับประโยชน์จากการเบิกความของตน
       นาย ก. เข้ามอบตัวต่อพนักงานสอบสวน นาย ก.ให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวน ซึ่งมีสาระสําคัญส่วนใหญ่ตรงกับคําเบิกความของนาย ก. ที่ศาลนี้ ต่อมา เมื่อพนักงานอัยการฟ้องนาย ก. ต่อศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดอุบลราชธานีในฐานความผิดลักทรัพย์ของโจทก์ร่วม นาย ก.ให้การรับสารภาพ ศาลดังกล่าวพิพากษาว่า นาย ก. มีความผิดตามฟ้อง คดีถึงที่สุด คําเบิกความดังกล่าวเมื่อรับฟังประกอบพยานอื่นแล้วสอดคล้องกัน จึงฟังได้ว่านาย ก. ได้เบิกความตามความเป็นจริง

วันเสาร์ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2557

การรับฟัง "คำให้การในชั้นสอบสวน"

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๖๓๒๕/๒๕๕๕
ป.อ. ฆ่าผู้อื่น (มาตรา ๒๘๘)
ป.วิ.อ. พยานบอกเล่า การชั่งน้ำหนักพยานบอกเล่า (มาตรา ๒๒๖/๓ , ๒๒๗/๑)
        ขณะเกิดเหตุ ว. เห็นจำเลยที่เข้ามาซื้อเครื่องดื่มชูกำลัง และขณะนั้นมีเพียงผู้ตายนั่งดื่มเบียร์อยู่ที่หน้าร้าน โดยไม่มีบุคคลอื่นใดอีก เมื่อ ว. เข้าไปหยิบเครื่องดื่มดังกล่าวให้จำเลยก็ได้ยินเสียงปืนดังรวมถึง ม. ซึ่งเป็นพยานแวดล้อมก็ยังได้ยินเสียงของ ว. ตะโกนด้วยความตกใจ จึงได้ขี่รถจักรยานกลับเข้ามาที่ร้านอีก ขณะขี่รถจักรยานกลับเข้ามาก็ยังสวนกับรถกระบะสีดำ เมื่อมาถึงร้านของ ว. ผู้ตายนอนคว่ำมีเลือดไหลนองและเห็น ว. ร้องไห้ด้วยความตกใจอยู่ แสดงว่า ว. มิได้หมดสติไปตามที่ ว. เบิกความต่อศาล แต่การที่ ว. เบิกความต่อศาลว่า ไม่รู้ว่าบุคคลที่มาซื้อเครื่องดื่มชูกำลังจะอยู่ในห้องพิจารณาหรือไม่ ลักษณะเป็นการเบิกความบ่ายเบี่ยง อาจเป็นเพราะด้วยความกลัวจำเลย แต่เมื่อฟังประกอบกับคำให้การในชั้นสอบสวนของ ว. ที่ให้การในวันเกิดเหตุทันทีทันใด ยังมิได้มีความคิดที่กลัวจำเลยหรือจะให้การช่วยเหลือจำเลยว่า จำเลยเป็นคนขับรถกระบะสีดำเข้ามาที่ร้านจอดซื้อเครื่องดื่มชูกำลัง เมื่อ ว. เดินเข้าไปหยิบเครื่องดื่มดังกล่าวก็ได้ยินเสียงปืนดังขึ้น ๓ นัด และได้ตั้งสติออกมาดูบริเวณที่ผู้ตายนั่งอยู่เห็นผู้ตายล้มฟุบตะแคงอยู่กับพื้น ไม่พบจำเลยและรถกระบะคันดังกล่าวอีก
       ซึ่งสอดคล้องกับที่ ม. ได้ขี่รถจักรยานสวนเข้ามาที่ร้านก็เห็นรถกระบะสีดำขับสวนออกไป รวมถึงการที่ชี้ภาพถ่ายผู้ต้องหา ว. ได้ชี้ภาพถ่าย ๖ ภาพและชี้ภาพถ่ายจำเลยว่าเป็นบุคคลที่มาซื้อเครื่องดื่มชูกำลัง และนอกจากนี้ ว. ได้ให้การว่า รูปภาพทั้งหมด ว. ได้ดูอย่างละเอียดแล้ว และได้ทำการชี้ภาพถ่ายของจำเลยโดยขอยืนยันว่าเป็นบุคคลที่มาถามซื้อเครื่องดื่มชูกำลังก่อนที่จะมีเหตุยิงกัน ในที่เกิดเหตุจึงมีเพียงจำเลยซึ่งเป็นบุคคลที่เข้าไปในร้านในขณะที่ผู้ตายนั่งดื่มเบียร์ จึงไม่อาจฟังได้ว่ามีเสียงปืนดังมาจากฝั่งตรงข้ามของร้านตามที่ ม. เบิกความไว้
       แม้ ว. จะไม่เห็นขณะที่จำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายก็ตาม แต่ ว. ก็เป็นพยานพฤติเหตุแวดล้อมที่ใกล้ชิดกับเหตุการณ์มากที่สุดและยังมี ม. เป็นพยานพฤติเหตุแวดล้อมอีกปากหนึ่งที่เห็นคนร้ายขับรถกระบะหลบหนีไป ส่วนคำให้การในชั้นสอบสวนของ ว. แม้จะเป็นเพียงพยานบอกเล่า แต่เมื่อพิจารณาตามสภาพ ลักษณะ แหล่งที่มาและข้อเท็จจริงแวดล้อมของพยานบอกเล่านั้นน่าเชื่อว่าจะพิสูจน์ความจริงได้ จึงรับฟังได้ยิ่งกว่าคำเบิกความในชั้นพิจารณาพยานหลักฐานโจทก์จึงมีน้ำหนักให้รับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยเป็นคนร้ายที่ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายถึงแก่ความตาย


คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๓๕๐๑/๒๕๕๕
ป.วิ.อ.  การรับฟังพยานหลักฐาน  (มาตรา ๒๒๗)
        ในทางพิจารณา โจทก์มีประจักษ์พยานผู้อยู่ในเหตุการณ์นำสืบรวม ๓ ปาก คือ ผู้เสียหายที่ ๒ ที่ ๓ และที่ ๖ แต่ประจักษ์พยานทั้งสามปากนี้เบิกความในส่วนที่เป็นสาระสำคัญว่าเห็นจำเลยเป็นคนร้ายหรือไม่ แตกต่างตรงกันข้ามกับที่พยานเคยให้การไว้ต่อพนักงานสอบสวน โดยในชั้นสอบสวนให้การเป็นอย่างเดียวกันว่าเห็นจำเลยเป็นคนร้ายที่ใช้อาวุธปืนยิง แต่ในชั้นพิจารณากลับเบิกความเป็นอย่างเดียวกันทั้งสามปากว่า ไม่เห็นหน้าคนร้ายที่ใช้อาวุธปืนยิง ประเด็นสำคัญข้อนี้ ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ วินิจฉัยข้อเท็จจริงในทำนองเดียวกันศาลชั้นต้น ฟังเชื่อเหมือนกันว่า คำให้การของพยานทั้งสามในชั้นสอบสวนมีพยานหลักฐานและเหตุผลที่น่าเชื่อถือว่าเป็นความจริงยิ่งกว่าคำเบิกความของพยานเหล่านี้ รับฟังได้ว่าจำเลยคือคนร้าย
        ในกรณีที่คำเบิกความของพยานในชั้นศาลแตกต่างจากที่พยานได้เคยให้การไว้ในชั้นสอบสวนในส่วนที่เป็นสาระสำคัญ กฎหมายมิได้บังคับว่าศาลต้องรับฟังตามที่พยานมาเบิกความในชั้นศาลเท่านั้น มิฉะนั้น จะเป็นการเปิดโอกาสให้พยานกระทำการในสิ่งที่ไม่ถูกต้องตามความเป็นจริงได้ และอาจก่อให้เกิดปัญหาการเปลี่ยนแปลงและบิดเบือนข้อเท็จจริงแห่งคดีโดยใช้พยานเป็นเครื่องมือด้วยวิธีการที่ไม่ถูกต้องต่าง ๆ ตามมามากมาย ในกรณีเช่นนี้ ศาลย่อมมีอำนาจที่จะพิจารณาพยานหลักฐานต่าง ๆ ในสำนวนเพื่อใช้ประกอบดุลยพินิจในการเปรียบเทียบว่าอันไหนจะถูกต้องเป็นจริงกว่ากันได้ ซึ่งถ้าศาลเชื่อตามคำให้การในชั้นสอบสวนมากกว่า อันเป็นการเชื่อตามข้อยกเว้น ศาลย่อมต้องใช้ความระมัดระวังอย่างมากโดยจะต้องมีเหตุผลที่ได้จากพยานหลักฐานที่มีน้ำหนักมั่นคงในสำนวน


คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๔๑๕๑/๒๕๕๔
ป.วิ.อ.  คำให้การชั้นสอบสวน  พยานบอกเล่ารับฟังได้ (มาตรา ๒๒๖/๓)
        คำให้การชั้นสอบสวนของนางสาว ส. เป็นเพียงพยานบอกเล่า แต่นางสาว ส. เป็นผู้รู้เห็นการกระทำผิดของจำเลยและได้ให้การต่อพนักงานสอบสวนไว้ในฐานะพยาน สอดคล้องกับคำเบิกความของพยานโจทก์อีกสองปาก กับไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับพยานโจทก์ทั้งสองมาก่อน จึงต้องด้วยข้อยกเว้นที่ห้ามมิให้รับฟัง ศาลมีอำนาจรับฟังคำให้การชั้นสอบสวนดังกล่าวประกอบการพิจารณาของศาลได้ ไม่ขัดต่อกฎหมาย

วันศุกร์ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

การรับฟัง "เทปบันทึกเสียง"

คำพิพากษาศาลฎีกาที่  ๒๒๘๑/๒๕๕๕
ป.วิ.อ. มาตรา ๒๒๖, ๒๒๖/๑
        การบันทึกเทปเป็นการแอบบันทึกขณะที่มีการสนทนากันระหว่างโจทก์ร่วมกับพยานและจำเลยที่ ๒ โดยที่โจทก์ร่วมและพยานไม่ทราบมาก่อน จึงเป็นการแสวงหาพยานหลักฐานโดยมิชอบ ห้ามมิให้ศาลรับฟังเป็นพยานตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๒๖
        แม้หลักกฎหมายดังกล่าวจะใช้ตัดพยานหลักฐานของเจ้าพนักงานของรัฐเพื่อคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน ในกรณีเจ้าพนักงานของรัฐใช้วิธีการแสวงหาพยานหลักฐานโดยมิชอบ แต่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๒๖ ไม่ได้บัญญัติห้ามไม่ให้นำไปใช้กับการแสวงหาพยานหลักฐานของบุคคลธรรมดา แต่อย่างไรก็ตามระหว่างพิจารณาคดีได้มีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ ๒๘) พ.ศ.๒๕๕๑ มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ ๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๑ โดยมาตรา ๑๑ บัญญัติให้เพิ่มมาตรา ๒๒๖/๑ ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา กำหนดให้ศาลรับฟังพยานหลักฐานที่ได้มาโดยมิชอบ ได้ถ้าพยานหลักฐานนั้นจะเป็นประโยชน์ต่อการอำนวยความยุติธรรม มากกว่าผลเสียอันเกิดจากผลกระทบต่อมาตรฐานของระบบงานยุติธรรมทางอาญา เห็นว่า บทบัญญัติดังกล่าวเป็นคุณแก่จำเลยที่ ๒ จึงต้องนำบทบัญญัติดังกล่าวมาใช้บังคับในการรับฟังพยานหลักฐานของจำเลยที่ ๒
        ดังนั้น เทปบันทึกเสียงรวมทั้งบันทึกการถอดเทปดังกล่าวแม้จะได้มาโดยมิชอบ แต่เมื่อศาลนำมาฟังจะเป็นประโยชน์ต่อการอำนวยความยุติธรรมมากกว่าผลเสียอันเกิดจากผลกระทบต่อมาตรฐานของระบบงานยุติธรรมทางอาญาตามบทบัญญัติดังกล่าว ศาลฎีกาจึงนำพยานหลักฐานดังกล่าวมารับฟังได้ เมื่อพิจารณาเนื้อหาจากบันทึกการถอดเทปดังกล่าวได้ใจความว่า โจทก์ร่วมไม่สมัครใจและไม่มีความเป็นอิสระในการชี้ตัวจำเลยที่ ๒ จึงมีข้อสงสัยตามสมควรว่า โจทก์ร่วมและนาง ก. พยานโจทก์และโจทก์ร่วมได้ชี้ภาพถ่ายจำเลยที่ ๒ และตัวจำเลยที่ ๒ ผิดตัวหรือไม่ พยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมจึงมีเหตุอันควรแก่การสงสัยตามสมควรว่า จำเลยที่ ๒ ได้กระทำความผิดตามที่โจทก์ฟ้องหรือไม่ ให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้เป็นคุณแก่จำเลยที่ ๒ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๒๗ วรรคสอง


คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๔๖๗๔/๒๕๔๓
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พ.ศ.๒๔๗๕ มาตรา ๒๔๓
ป.พ.พ. มาตรา ๓๒๑ , ๖๕๓ วรรคสอง
ป.วิ.พ. มาตรา ๙๔
      จำเลยสามารถนำสืบโต้แย้งจำนวนเงิน ที่กู้ไปจากโจทก์ได้ว่า ไม่ได้รับเงินไปครบถ้วนตามจำนวนที่ระบุไว้ในสัญญากู้ยืมเงิน เป็นการนำสืบถึงความไม่สมบูรณ์แห่งหนี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา ๙๔ วรรคท้าย
      จำเลยนำสืบว่าในปี ๒๕๓๔ ถึง ๒๕๓๗ โจทก์นำบัตรถอนเงินอัตโนมัติของจำเลยไปเบิกเงินเดือนของจำเลยเป็นเงินประมาณ 300,000 บาท เป็นการนำสืบการใช้เงินโดยวิธีอื่น ว่าโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ยอมรับการชำระหนี้อย่างอื่นแทนการชำระหนี้ที่ได้ตกลงกันไว้
      การที่จำเลยอ้างส่งเทปบันทึกเสียงซึ่งบันทึกการสนทนาระหว่างโจทก์และจำเลย พร้อมเอกสารที่ถอดข้อความบันทึกการสนทนาเป็นพยานหลักฐานนั้น นับเป็นพยานหลักฐานซึ่งเกี่ยวถึงข้อเท็จจริงที่จำเลยจะนำสืบในประเด็นเรื่องการใช้เงิน แม้โจทก์จะไม่ทราบว่ามีการบันทึกเสียงไว้ก็ตาม แต่เมื่อเสียงที่ปรากฏเป็นเสียงของโจทก์จริง และการบันทึกเสียงดังกล่าวเกิดจากการกระทำของจำเลยซึ่งเป็นคู่สนทนาอีกฝ่ายหนึ่งเป็นผู้บันทึกเสียงไว้เอง ซึ่งโดยปกติจำเลยย่อมมีสิทธิที่จะเบิกความอ้างถึงการสนทนาในครั้งนั้นได้อยู่แล้ว จึงไม่ถือว่าเทปบันทึกเสียงและเอกสารที่ถอดข้อความนั้นเป็นการบันทึกถ้อยคำซึ่งเกิดจากการกระทำโดยมิชอบอันจะต้องมิให้รับฟังเป็นพยานหลักฐานตามรัฐธรรมนูญฯ มาตรา ๒๔๓ วรรคสอง

พยานหลักฐาน “บันทึกการจับกุม”

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๘๑๔๘/๒๕๕๑
ป.วิ.อ. มาตรา ๘๓, ๘๔, ๒๒๖
        ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๘๔ วรรคสี่ บัญญัติว่า "ถ้อยคำใด ๆ ที่ผู้ถูกจับให้ไว้ต่อเจ้าพนักงานผู้จับ... ถ้าถ้อยคำนั้นเป็นคำรับสารภาพของผู้ถูกจับว่าตนได้กระทำความผิด ห้ามมิให้รับฟังเป็นพยานหลักฐาน แต่ถ้าเป็นถ้อยคำอื่น จะรับฟังเป็นพยานหลักฐานในการพิสูจน์ความผิดของผู้ถูกจับได้ ต่อเมื่อได้มีการแจ้งสิทธิตามวรรคหนึ่งหรือตามมาตรา ๘๓ วรรคสอง แก่ผู้ถูกจับ แล้วแต่กรณี"
        คดีนี้เจ้าพนักงานตำรวจเป็นผู้จับจำเลย มิใช่ราษฎรเป็นผู้จับ จึงไม่มีกรณีที่จะต้องแจ้งสิทธิตามมาตรา ๘๔ วรรคหนึ่ง แต่เจ้าพนักงานตำรวจผู้จับต้องแจ้งสิทธิ ตามมาตรา ๘๓ วรรคสอง ซึ่งบัญญัติว่า “เจ้าพนักงานตำรวจผู้จับต้องแจ้งแก่ผู้ถูกจับว่าผู้ถูกจับมีสิทธิที่จะไม่ให้การหรือให้การก็ได้ และถ้อยคำของผู้ถูกจับนั้นอาจใช้เป็นพยานหลักฐานในการพิจารณาคดีได้ และผู้ถูกจับมีสิทธิที่จะพบและปรึกษาทนายความ หรือผู้ซึ่งจะเป็นทนายความ ในการนี้ให้เจ้าพนักงานตำรวจผู้จับนั้นบันทึกการจับดังกล่าว”
       ศาลฎีกาตรวจดูบันทึกการจับกุมแล้ว ปรากฏว่า เป็นลายมือเขียนด้วยน้ำหมึก มีข้อความว่า จำเลยให้การรับสารภาพ จึงต้องห้ามมิให้นำคำรับสารภาพในชั้นจับกุมของผู้ถูกจับมารับฟังเป็นพยานหลักฐาน ตามมาตรา ๘๔ วรรคสี่ และบันทึกการจับกุมไม่มีข้อความใดที่บันทึกการแจ้งสิทธิแก่จำเลยผู้ถูกจับตามที่มาตรา ๘๓ วรรคสอง บัญญัติเลย พยานโจทก์ที่ร่วมจับกุมก็ไม่ได้เบิกความถึงเรื่องการแจ้งสิทธิแต่อย่างใด แม้โจทก์จะส่งบันทึกการแจ้งสิทธิผู้ถูกจับมาพร้อมกับบันทึกการจับกุมในชั้นพิจารณาสืบพยานโจทก์ แต่บันทึกการแจ้งสิทธิผู้ถูกจับดังกล่าวมีลักษณะเป็นแบบพิมพ์เติมข้อความในช่องว่างด้วยน้ำหมึกเขียนโดยเจ้าพนักงานตำรวจผู้บันทึกเป็นคนละคนกับที่เขียนบันทึกการจับกุม ทั้งใช้ปากกาคนละด้ามและไม่มีข้อความว่า "ผู้ถูกจับมีสิทธิจะให้การหรือไม่ให้การก็ได้" กับไม่มีข้อความว่า "ถ้อยคำของผู้ถูกจับนั้น อาจใช้เป็นพยานหลักฐานในการพิจารณาคดีได้" แต่อย่างใด
        แม้จะมีข้อความแจ้งสิทธิเรื่องทนายความ ก็เป็นการแจ้งสิทธิไม่ครบถ้วนตามที่มาตรา ๘๓ วรรคสอง บัญญัติ ฉะนั้น ถ้อยคำอื่นของจำเลยตามบันทึกการจับกุมจะรับฟังเป็นพยานหลักฐานในการพิสูจน์ความผิดของจำเลยหาได้ไม่เช่นกัน ดังนั้น บันทึกการจับกุมจึงไม่อาจอ้างเป็นพยานหลักฐานได้เพราะเป็นพยานหลักฐานชนิดที่เกิดขึ้นโดยไม่ชอบ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๒๖

บทบัญญัติ การรับฟังพยานหลักฐาน

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

       "มาตรา ๘๔ (วรรคสี่)  ถ้อยคำใด ๆ ที่ผู้ถูกจับให้ไว้ต่อเจ้าพนักงานผู้จับ หรือพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจ ในชั้นจับกุม หรือรับมอบตัวผู้ถูกจับ ถ้าถ้อยคำนั้นเป็นคำรับสารภาพของผู้ถูกจับว่าตนได้กระทำความผิดห้ามมิให้รับฟังเป็นพยานหลักฐาน แต่ถ้าเป็นถ้อยคำอื่น จะรับฟังเป็นพยานหลักฐานในการพิสูจน์ความผิดของผู้ถูกจับได้ต่อเมื่อได้มีการแจ้งสิทธิตามวรรคหนึ่ง  (*แจ้งให้ผู้ถูกจับทราบด้วยว่าผู้ถูกจับมีสิทธิที่จะไม่ให้การหรือให้การก็ได้ และถ้อยคำของผู้ถูกจับอาจใช้เป็นพยานหลักฐานในการพิจารณาคดีได้)  หรือตามมาตรา ๘๓ วรรคสอง (*พร้อมทั้งแจ้งด้วยว่า ผู้ถูกจับมีสิทธิที่จะไม่ให้การหรือให้การก็ได้และถ้อยคำของผู้ถูกจับนั้นอาจใช้เป็นพยานหลักฐานในการพิจารณาคดีได้ และผู้ถูกจับมีสิทธิที่จะพบและปรึกษาทนายความ หรือผู้ซึ่งจะเป็นทนายความ)  แก่ผู้ถูกจับแล้วแต่กรณี"

       "มาตรา ๑๓๔/๔  ในการถามคำให้การผู้ต้องหา ให้พนักงานสอบสวนแจ้งให้ผู้ต้องหาทราบก่อนว่า
         (๑) ผู้ต้องหามีสิทธิที่จะให้การหรือไม่ก็ได้ ถ้าผู้ต้องหาให้การ ถ้อยคำที่ผู้ต้องหาให้การนั้นอาจใช้เป็นพยานหลักฐานในการพิจารณาคดีได้
        (๒) ผู้ต้องหามีสิทธิให้ทนายความหรือผู้ซึ่งตนไว้วางใจเข้าฟังการสอบปากคำตนได้
        เมื่อผู้ต้องหาเต็มใจให้การอย่างใดก็ให้จดคำให้การไว้ ถ้าผู้ต้องหาไม่เต็มใจให้การเลยก็ให้บันทึกไว้
        ถ้อยคำใด ๆ ที่ผู้ต้องหาให้ไว้ต่อพนักงานสอบสวนก่อนมีการแจ้งสิทธิตามวรรคหนึ่ง หรือก่อนที่จะดำเนินการตามมาตรา ๑๓๔/๑ (*ในคดีที่มีอัตราโทษประหารชีวิต หรือในคดีที่ผู้ต้องหามีอายุไม่เกินสิบแปดปีในวันที่พนักงานสอบสวนแจ้งข้อหา ก่อนเริ่มถามคำให้การให้พนักงานสอบสวนถามผู้ต้องหาว่ามีทนายความหรือไม่ ถ้าไม่มีให้รัฐจัดหาทนายความให้ ฯลฯ)  มาตรา ๑๓๔/๒ (*ให้นำบทบัญญัติในมาตรา ๑๓๓ ทวิ มาใช้บังคับโดยอนุโลมแก่การสอบสวนผู้ต้องหาที่เป็นเด็กอายุไม่เกินสิบแปดปี) และมาตรา ๑๓๔/๓ (*ผู้ต้องหามีสิทธิให้ทนายความหรือผู้ซึ่งตนไว้วางใจเข้าฟังการสอบปากคำตนได้) จะรับฟังเป็นพยานหลักฐานในการพิสูจน์ความผิดของผู้นั้นไม่ได้"

      "มาตรา ๑๗๒ ตรี (วรรคสี่)  ในกรณีที่ไม่ได้ตัวพยานมาเบิกความตามวรรคหนึ่ง (*ในการสืบพยานที่เป็นเด็กอายุไม่เกินสิบแปดปี ฯลฯ) เพราะมีเหตุจำเป็นอย่างยิ่ง ให้ศาลรับฟังสื่อภาพและเสียงคำให้การของพยานนั้นในชั้นสอบสวนตามมาตรา ๑๓๓ ทวิ (*การถามปากคำเด็ก ให้พนักงานสอบสวนจัดให้มีการบันทึกภาพและเสียงการถามปากคำดังกล่าวซึ่งสามารถนำออกถ่ายทอดได้อย่างต่อเนื่องไว้เป็นพยาน) หรือชั้นไต่สวนมูลฟ้องตามมาตรา ๑๗๑ วรรคสอง (*ให้นำบทบัญญัติในมาตรา ๑๓๓ ทวิ และมาตรา ๑๗๒ ตรี มาใช้บังคับโดยอนุโลมแก่การไต่สวนมูลฟ้องในคดีที่พยานเป็นเด็กอายุไม่เกินสิบแปดปี ทั้งในคดีที่ราษฎรเป็นโจทก์และในคดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์)  เสมือนหนึ่งเป็นคำเบิกความของพยานนั้นในชั้นพิจารณาของศาล และให้ศาลรับฟังประกอบพยานอื่นในการพิจารณาพิพากษาคดีได้"

       "มาตรา ๒๒๖  พยานวัตถุ พยานเอกสาร หรือพยานบุคคล ซึ่งน่าจะพิสูจน์ได้ว่า จำเลยมีผิดหรือบริสุทธิ์ ให้อ้างเป็นพยานหลักฐานได้ แต่ต้องเป็นพยานชนิดที่มิได้เกิดขึ้นจากการจูงใจ มีคำมั่นสัญญา ขู่เข็ญ หลอกลวงหรือโดยมิชอบประการอื่น และให้สืบตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้หรือกฎหมายอื่นอันว่าด้วยการสืบพยาน"

      "มาตรา ๒๒๖/๑  ในกรณีที่ความปรากฏแก่ศาลว่า พยานหลักฐานใดเป็นพยานหลักฐานที่เกิดขึ้นโดยชอบ แต่ได้มาเนื่องจากการกระทำโดยมิชอบ หรือเป็นพยานหลักฐานที่ได้มาโดยอาศัยข้อมูลที่เกิดขึ้นหรือได้มาโดยมิชอบ ห้ามมิให้ศาลรับฟังพยานหลักฐานนั้น เว้นแต่ การรับฟังพยานหลักฐานนั้นจะเป็นประโยชน์ต่อการอำนวยความยุติธรรมมากกว่าผลเสียอันเกิดจากผลกระทบต่อมาตรฐานของระบบงานยุติธรรมทางอาญาหรือสิทธิเสรีภาพพื้นฐานของประชาชน
       ในการใช้ดุลพินิจรับฟังพยานหลักฐานตามวรรคหนึ่ง ให้ศาลพิจารณาถึงพฤติการณ์ทั้งปวงแห่งคดี โดยต้องคำนึงถึงปัจจัยต่าง ๆ ดังต่อไปนี้ด้วย
         (๑) คุณค่าในเชิงพิสูจน์ ความสำคัญ และความน่าเชื่อถือของพยานหลักฐานนั้น
         (๒) พฤติการณ์และความร้ายแรงของความผิดในคดี
         (๓) ลักษณะและความเสียหายที่เกิดจากการกระทำโดยมิชอบ
         (๔) ผู้ที่กระทำการโดยมิชอบ อันเป็นเหตุให้ได้พยานหลักฐานมานั้นได้รับการลงโทษหรือไม่ เพียงใด"

        "มาตรา ๒๒๖/๒  ห้ามมิให้ศาลรับฟังพยานหลักฐานที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดครั้งอื่น ๆ หรือความประพฤติในทางเสื่อมเสียของจำเลย เพื่อพิสูจน์ว่าจำเลยเป็นผู้กระทำความผิดในคดีที่ถูกฟ้อง เว้นแต่ พยานหลักฐานอย่างหนึ่งอย่างใดดังต่อไปนี้
         (๑) พยานหลักฐานที่เกี่ยวเนื่องโดยตรงกับองค์ประกอบความผิดของคดีที่ฟ้อง
         (๒) พยานหลักฐานที่แสดงถึงลักษณะ วิธี หรือรูปแบบเฉพาะในการกระทำความผิดของจำเลย
         (๓) พยานหลักฐานที่หักล้างข้อกล่าวอ้างของจำเลยถึงการกระทำ หรือความประพฤติในส่วนดีของจำเลย
         ความในวรรคหนึ่ง ไม่ห้ามการนำสืบพยานหลักฐานดังกล่าว เพื่อให้ศาลใช้ประกอบดุลพินิจในการกำหนดโทษหรือเพิ่มโทษ"
         "มาตรา ๒๒๖/๓  ข้อความซึ่งเป็นการบอกเล่า ที่พยานบุคคลใดนำมาเบิกความต่อศาล หรือที่บันทึกไว้ในเอกสารหรือวัตถุอื่นใดซึ่งอ้างเป็นพยานหลักฐานต่อศาล หากนำเสนอเพื่อพิสูจน์ความจริงแห่งข้อความนั้น ให้ถือเป็นพยานบอกเล่า
          ห้ามมิให้ศาลรับฟังพยานบอกเล่า เว้นแต่
          (๑) ตามสภาพ ลักษณะ แหล่งที่มา และข้อเท็จจริงแวดล้อมของพยานบอกเล่านั้นน่าเชื่อว่าจะพิสูจน์ความจริงได้ หรือ
          (๒) มีเหตุจำเป็น เนื่องจากไม่สามารถนำบุคคลซึ่งเป็นผู้ที่ได้เห็น ได้ยิน หรือทราบข้อความเกี่ยวในเรื่องที่จะให้การเป็นพยานนั้นด้วยตนเองโดยตรงมาเป็นพยานได้ และมีเหตุผลสมควรเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมที่จะรับฟังพยานบอกเล่านั้น
         ในกรณีที่ศาลเห็นว่าไม่ควรรับไว้ซึ่งพยานบอกเล่าใด และคู่ความฝ่ายที่เกี่ยวข้องร้องคัดค้านก่อนที่ศาลจะดำเนินคดีต่อไป ให้ศาลจดรายงานระบุนาม หรือชนิดและลักษณะของพยานบอกเล่า เหตุผลที่ไม่ยอมรับ และข้อคัดค้านของคู่ความฝ่ายที่เกี่ยวข้องไว้ ส่วนเหตุผลที่คู่ความฝ่ายคัดค้านยกขึ้นอ้างนั้น ให้ศาลใช้ดุลพินิจจดลงไว้ในรายงานหรือกำหนดให้คู่ความฝ่ายนั้นยื่นคำแถลงต่อศาลเพื่อรวมไว้ในสำนวน"

       "มาตรา ๒๒๖/๔  ในคดีความผิดเกี่ยวกับเพศ ห้ามมิให้จำเลยนำสืบด้วยพยานหลักฐาน หรือถามค้านด้วยคำถาม อันเกี่ยวกับพฤติกรรมทางเพศของผู้เสียหายกับบุคคลอื่นนอกจากจำเลย เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากศาลตามคำขอ
         ศาลจะอนุญาตตามคำขอในวรรคหนึ่ง เฉพาะในกรณีที่ศาลเห็นว่าจะก่อให้เกิดความยุติธรรมในการพิจารณาพิพากษาคดี"

        "มาตรา ๒๒๖/๕  ในชั้นพิจารณา หากมีเหตุจำเป็นหรือเหตุอันสมควร ศาลอาจรับฟังบันทึกคำเบิกความในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง หรือบันทึกคำเบิกความของพยานที่เบิกความไว้ในคดีอื่น ประกอบพยานหลักฐานอื่นในคดีได้"

        "มาตรา ๒๒๗/๑   ในการวินิจฉัยชั่งน้ำหนักพยานบอกเล่า  พยานซัดทอด  พยานที่จำเลยไม่มีโอกาสถามค้าน หรือพยานหลักฐานที่มีข้อบกพร่องประการอื่น อันอาจกระทบถึงความน่าเชื่อถือของพยานหลักฐานนั้น ศาลจะต้องกระทำด้วยความระมัดระวัง และไม่ควรเชื่อพยานหลักฐานนั้นโดยลำพัง เพื่อลงโทษจำเลย เว้นแต่ จะมีเหตุผลอันหนักแน่น  มีพฤติการณ์พิเศษแห่งคดี หรือ มีพยานหลักฐานประกอบอื่นมาสนับสนุน
        พยานหลักฐานประกอบ หมายถึง พยานหลักฐานอื่นที่รับฟังได้ และมีแหล่งที่มาเป็นอิสระต่างหากจากพยานหลักฐานที่ต้องการพยานหลักฐานประกอบนั้น ทั้งจะต้องมีคุณค่าเชิงพิสูจน์ ที่สามารถสนับสนุนให้พยานหลักฐานอื่นที่ไปประกอบ มีความน่าเชื่อถือมากขึ้นด้วย"

       "มาตรา ๒๓๗ ทวิ  ก่อนฟ้องคดีต่อศาล เมื่อมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าพยานบุคคลจะเดินทางออกไปนอกราชอาณาจักร ไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง หรือเป็นบุคคลมีถิ่นที่อยู่ห่างไกลจากศาลที่พิจารณาคดี หรือมีเหตุอันควรเชื่อว่าจะมีการยุ่งเหยิงกับพยานนั้นไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม หรือมีเหตุจำเป็นอื่นอันเป็นการยากแก่การนำพยานนั้นมาสืบในภายหน้า พนักงานอัยการโดยตนเองหรือโดยได้รับคำร้องขอจากผู้เสียหายหรือจากพนักงานสอบสวน จะยื่นคำร้องโดยระบุการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าผู้ต้องหาได้กระทำผิดต่อศาลเพื่อให้ศาลมีคำสั่งให้สืบพยานนั้นไว้ทันทีก็ได้ ถ้ารู้ตัวผู้กระทำความผิด และผู้นั้นถูกควบคุมอยู่ในอำนาจพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการ ให้พนักงานอัยการนำตัวผู้นั้นมาศาล หากถูกควบคุมอยู่ในอำนาจของศาล ให้ศาลเบิกตัวผู้นั้นมาพิจารณาต่อไป
        เมื่อศาลได้รับคำร้องเช่นว่านั้น ให้ศาลสืบพยานนั้นทันที ในการนี้ ผู้ต้องหาจะซักค้านหรือตั้งทนายความซักค้านพยานนั้นด้วยก็ได้
       ในกรณีตามวรรคสอง ถ้าเป็นกรณีที่ผู้ต้องหานั้นถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดอาญา ซึ่งหากมีการฟ้องคดีจะเป็นคดีซึ่งศาลจะต้องตั้งทนายความให้ หรือจำเลยมีสิทธิขอให้ศาลตั้งทนายความให้ตามมาตรา ๑๗๓ ก่อนเริ่มสืบพยานดังกล่าว ให้ศาลถามผู้ต้องหาว่ามีทนายความหรือไม่ ในกรณีที่ศาลต้องตั้งทนายความให้ ถ้าศาลเห็นว่าตั้งทนายความให้ทันก็ให้ตั้งทนายความให้และดำเนินการสืบพยานนั้นทันที แต่ถ้าศาลเห็นว่าไม่สามารถตั้งทนายความได้ทันหรือผู้ต้องหาไม่อาจตั้งทนายความได้ทัน ก็ให้ศาลซักถามพยานนั้นให้แทน
        คำเบิกความของพยานดังกล่าวให้ศาลอ่านให้พยานฟัง หากมีตัวผู้ต้องหาอยู่ในศาลด้วยแล้ว ก็ให้ศาลอ่านคำเบิกความดังกล่าวต่อหน้าผู้ต้องหา
        ถ้าต่อมาผู้ต้องหานั้นถูกฟ้องเป็นจำเลยในการกระทำความผิดอาญานั้น ก็ให้รับฟังคำพยานดังกล่าวในการพิจารณาคดีนั้นได้
        ในกรณีที่ผู้ต้องหาเห็นว่า หากตนถูกฟ้องเป็นจำเลยแล้ว บุคคลซึ่งจำเป็นจะต้องนำมาสืบเป็นพยานของตนจะเดินทางออกไปนอกราชอาณาจักร ไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง หรือเป็นบุคคลมีถิ่นที่อยู่ห่างไกลจากศาลที่พิจารณาคดี หรือมีเหตุอันควรเชื่อว่าจะมีการยุ่งเหยิงกับพยานนั้นไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม หรือมีเหตุจำเป็นอื่นอันเป็นการยากแก่การนำพยานนั้นมาสืบในภายหน้า ผู้ต้องหานั้นจะยื่นคำร้องต่อศาลโดยแสดงเหตุผลความจำเป็น เพื่อให้ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้สืบพยานบุคคลนั้นไว้ทันทีก็ได้
        เมื่อศาลเห็นสมควร ให้ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้สืบพยานนั้นและแจ้งให้พนักงานสอบสวนและพนักงานอัยการที่เกี่ยวข้องทราบ ในการสืบพยานดังกล่าว พนักงานอัยการมีสิทธิที่จะซักค้านพยานนั้นได้ และให้นำความในวรรคสาม วรรคสี่ และวรรคห้า มาใช้บังคับโดยอนุโลม
       ให้นำบทบัญญัติในมาตรา ๑๗๒ ตรี มาใช้บังคับโดยอนุโลมแก่การสืบพยานที่เป็นเด็กอายุไม่เกินสิบแปดปี"

         "มาตรา ๒๔๓  ผู้ใดโดยอาชีพหรือมิใช่ก็ตาม มีความเชี่ยวชาญในการใด ๆ เช่น ในทางวิทยาศาสตร์ ศิลปะ ฝีมือ พาณิชยการ การแพทย์ หรือกฎหมายต่างประเทศ และซึ่งความเห็นของผู้นั้นอาจมีประโยชน์ในการวินิจฉัยคดี ในการสอบสวน ไต่สวนมูลฟ้อง หรือพิจารณาอาจเป็นพยานในเรื่องต่าง ๆ เป็นต้นว่า ตรวจร่างกายหรือจิตของผู้เสียหาย ผู้ต้องหา หรือจำเลย ตรวจลายมือ ทำการทดลองหรือกิจการอย่างอื่น ๆ
         ผู้เชี่ยวชาญอาจทำความเห็นเป็นหนังสือก็ได้ แต่ต้องส่งสำเนาหนังสือดังกล่าวให้ศาลและคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งทราบ และต้องมาเบิกความประกอบหนังสือนั้น เว้นแต่มีเหตุจำเป็น หรือคู่ความไม่ติดใจซักถามผู้เชี่ยวชาญนั้น ศาลจะให้รับฟังความเห็นเป็นหนังสือดังกล่าวโดยผู้เชี่ยวชาญไม่ต้องมาเบิกความประกอบก็ได้
        ในกรณีที่ผู้เชี่ยวชาญต้องมาเบิกความประกอบ ให้ส่งสำเนาหนังสือดังกล่าวต่อศาลในจำนวนที่เพียงพอล่วงหน้าไม่น้อยกว่าเจ็ดวันก่อนวันเบิกความเพื่อให้คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งมารับไป
        ในการเบิกความประกอบ ผู้เชี่ยวชาญจะอ่านข้อความที่เขียนมาก็ได้"